RSS

น้ำผัก ผลไม้

น้ำผักผลไม้ ชื่นใจ มากคุณค่า

สรรหามาให้คุณ โดย ไตรรงค์ ปิมปา

น้ำผักผลไม้ เป็นน้ำดื่มที่ได้จากส่วนประกอบต่างๆ ของพืช เช่น ใบ ราก ดอก ก้าน ผล เมล็ดธัญพืช และส่วนที่รับประทานได้ทั้งต้น การทำน้ำผักผลไม้ดื่มเอง ให้คุณค่าสูง จากความสดใหม่ และดื่มง่าย จึงให้ประโยชน์จากคุณค่าของผักผลไม้มาก และยังทำให้รู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย สบายใจ

การทำน้ำผักผลไม้ ง่ายมาก จนดูเหมือนว่า ทุกๆ คน ทำเองได้ เพราะมันก็ทำง่ายจริงๆ ลองคลิกดู และอ่าน เชื่อว่าทุกคน สามารถลองทำได้ เพียงหาเวลาว่างสักเล็กน้อย ทำเพียงไม่กี่นาที ก็ได้ดื่มน้ำผักผลไม้ ใส่น้ำแข็งทุบเป็นก้อนเล็กๆ หรือปั่นกับน้ำแข็ง หรือแช่เย็นๆ ก่อนดื่ม ชื่นใจจริงๆ แทนที่จะกินผัก ซึ่งรับประทานยาก และต้องปรุงแต่งหลายขั้นตอน เราดื่มน้ำผักผลไม้ ง่ายทั้งทำเอง ง่ายทั้งการย่อย และยังได้ประโยชน์นับไม่ถ้วนจากสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีอยู่ในผักผลไม้มากมายหลายพันอย่าง สารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันความชรา ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ป้องกันมะเร็ง ดูแลสุขภาพโดยรวม อย่างที่อาหารทั่วไปที่สุกแล้วไม่มีให้

ถ้าไม่อยากเพิ่มน้ำตาล กลัวอ้วน แต่ชอบหวาน ใส่สารให้ความหวาน (น้ำตาลเทียม) แทนได้ หรือลดน้ำตาลให้หวานน้อยลง ก็จะได้รสชาติของของผักผลไม้เข้มข้นตรงตามต้นฉบับของมันเอง อร่อยขึ้น

คุณอาจประยุกต์ใช้ผัก หรือผลไม้อื่นๆ รวมทั้งธัญพืช เพื่อทำน้ำผัก ผลไม้ ด้วยตัวท่านเอง อะไรที่รับประทานได้สดๆ ยิ่งมีประโยชน์สูง ควรรีบดื่มหลังจากทำแล้วเสร็จ เพื่อให้คุณค่าทางอาหารได้ครบถ้วน เลี่ยงการใช้ความร้อน เพื่อคงคุณค่าเหมือนสด

ลองผสมน้ำที่ได้จากผัก ผลไม้ ธัญพืช 2 ชนิดขึ้นไป หรือ หลายๆ อย่าง เป็นน้ำรสชาติใหม่ รวมทั้งผสมกับเครื่องดื่มที่คุณคุ้นเคย เช่น ชอคโกเล็ต น้ำมะพร้าว น้ำตาลสด นม น้ำชา กาแฟ น้ำผึ้ง น้ำตาลจากมะพร้าว ลองผสมเล็กน้อย ชิมดูก่อน ค่อยเพิ่ม หรือปรับปรุงรสชาติต่อไป

คลิกดูสิครับ สนุก ง่าย แล้วลองลิ้มรสฝีมือคุณเองได้เลย อย่าลืมเมล์มาบอกกันบ้างครับ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 13, 2012 in Uncategorized

 

การผลิตโคนม

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มกราคม 20, 2012 in การผลิตโคนม

 

การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักงานคณะกรรมการติดตามและประสานงานตามการสั่งการของนายกรัฐมนตรี  รายงานการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม  ดังนี้

1. เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั่วประเทศ มีจำนวน 23,439 ครัวเรือน มีโคนม จำนวน 408,350 ตัว  แม่โคนมพร้อมรีดนม จำนวน 210,345 ตัว มีศูนย์โรงนม จำนวน 180 แห่ง ทั่วประเทศ (สหกรณ์จำนวน 117 แห่ง  ศูนย์เอกชน จำนวน 63 แห่ง) และโรงงาน จำนวน 75 แห่ง  มีขีดความสามารถผลิตน้ำนมรวม 2,779 ตัน/วัน ปัจจุบันผลิตน้ำนมได้ 2,260 ตัน/วัน  คิดเป็น 80 %  ของกำลังผลิตจริง

2. ปัญหาที่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ขาดทุนจากการเลี้ยงโคนมและมีแนวโน้มจะเลิกประกอบอาชีพเลี้ยงโคนมที่สำคัญ ได้แก่

2.1 ต้นทุนการผลิตน้ำนมดิบที่สูงขึ้น   และขายน้ำนมดิบได้ราคาต่ำ ปัจจุบันต้นทุนน้ำนมดิบจากข้อมูลของ อสค. ราคาโดยเฉลี่ย 10.35 บาท/กก. (ค่าอาหาร 60%  แรงงาน 20%  ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ 20%) แต่ต้นทุนน้ำนมดิบจากชุมนุมสหกรณ์ ฯ ราคาโดยเฉลี่ยประมาณ 11.41 บาท/กก. (ราคาเฉลี่ยแตกต่าง 11.41 — 10.35 = 1.06 บาท)  และต้นทุนการเลี้ยงโคนมจะมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นอีกประมาณ 30%  เนื่องจากราคาน้ำมัน วัตถุดิบค่าแรง ขณะนี้สหกรณ์ฯ  รับซื้อน้ำนมดิบราคา 11.50  บาท/กก.  (เกษตรกรขายได้ราคาที่ต่ำกว่า 11.50 บาท/กก. เนื่องจากมาตรฐานของน้ำนมดิบแต่ละราย) และโรงงานแปรรูปน้ำนมดิบรับซื้อ 12.50 บาท/กก.

2.2 การบริหารจัดการการเลี้ยงโคนมของเกษตรกรมีข้อจำกัด ขาดประสิทธิภาพการเลี้ยงโคนมในเชิงธุรกิจ  ทำให้การผลิตน้ำนมดิบไม่คุ้มทุนเนื่องจากมีสัดส่วนฝูงโคนมที่ไม่เหมาะสมสมดุลย์เพราะมีแม่โคที่ให้ผลผลิต (โครีดนม)  ต่อ โคที่ยังไม่ให้ผลผลิตคิดเป็น ร้อยละ 40:60 ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูโคที่ไม่ให้ผลผลิตอยู่ด้วยเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตน้ำนมดิบโดยรวม (สัดส่วนที่เหมาะสม 70:30)

2.3 การบริหารจัดการของชุมนุมสหกรณ์ฯ  ในการรับซื้อและส่งน้ำนมดิบมีต้นทุนสูงขึ้นจากกรณีน้ำมันมีราคาเพิ่มขึ้น ค่าการตลาดของชุมนุมสหกรณ์ ฯ 1.00 บาท/กก. (12.50-11.50 = 1 บาท) จะเป็นค่าขนส่งประมาณ 35-40%  ซึ่งทำให้ชุมนุมสหกรณ์ฯ ขาดทุนจากการบริหาร

3. การพิจารณาปรับขึ้นราคารับซื้อน้ำนมดิบ จะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมนมหลายกรณี เช่น ราคาน้ำนมพร้อมดื่มจะสูงขึ้นงบประมาณในการสนับสนุนนมโรงเรียนจะเพิ่มขึ้นเนื่องจาก อสค. ซึ่งรับผิดชอบในการสนับสนุนนมโรงเรียนจะต้องซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรเพื่อผลิตนมโรงเรียน โรงงานแปรรูปน้ำนมดิบจะเพิ่มการนำเข้านมผงจากต่างประเทศมากขึ้น  (ต้นทุนนมผงละลาย WMP  10.50 บาท/กก.) และโรงงานแปรรูปจะลดการรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกร  รวมถึงต้นทุนเพิ่มขึ้นในการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์นมทั้งหมดของประเทศ

4. คตส.นรม. ได้รวบรวมข้อมูลจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ชุมนุมสหกรณ์ ฯ อสค. และผู้เกี่ยวข้องมีข้อพิจารณาเพิ่มเติมในแนวทางการแก้ไขปัญหาของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ดังนี้

4.1 ลดราคาอาหารโคนมโดยให้ อสค.  เป็นหน่วยงานในการตรึงราคาอาหารโคนมโดยให้จัดจำหน่ายถูกกว่าราคาในท้องตลาด 10-20%  ซึ่งปัจจุบันราคาอาหารโคนมเฉลี่ย 6.00-7.20 บาท (ลดราคาอาหารโคนม 1 บาท  จะมีผลทำให้ต้นทุนการผลิตน้ำนมดิบลดลง 0.50 บาท/กก.)   ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้นจากขายน้ำนมดิบ

4.2 พิจารณาจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายพัฒนาโคนมและผลิตภัณฑ์แห่งประเทศไทยตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาโคนมและผลิตภัณฑ์ เพื่อรับผิดชอบควบคุมบริหารจัดการและกำกับดูแลการซื้อขายน้ำนมดิบและราคาขายผลิตภัณฑ์นมให้เป็นระบบทั้งประเทศ

4.3 สนับสนุนงบประมาณ โครงการเลี้ยงโคนมทดแทนของ อสค. โดยใช้งบประมาณจากกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรกรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ  เพื่อลดต้นทุนการผลิตน้ำนมดิบในการบริหารจัดการฝูงโคนมของเกษตรกรในระยะยาว  และจัดทำมาตรฐานฟาร์มเพิ่มองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการระบบ GMP   ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม

4.4 ประชาสัมพันธ์  รณรงค์ส่งเสริมการบริโภคน้ำนมสดและผลิตภัณฑ์ที่ใช้นมดิบเป็นวัตถุดิบในการผลิตเพื่อสร้างปริมาณการบริโภคและการตลาดในประเทศ

 

ปัญหาการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย

   ปัญหาการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย

 ปัญหาด้านการผลิต

1. ต้นทุนการผลิตน้ำนมดิบของไทยสูงเฉลี่ยกิโลกรัมละ 11.06 บาท สูงกว่าของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ที่เป็นคู่แข่งทางการค้าที่สำคัญ และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก อันเนื่องมาจากราคา    อาหารสัตว์ และน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ประกอบกับประสิทธิภาพการให้ผลผลิตน้ำนมของแม่โคนมยังไม่สูงเท่าที่ควรเฉลี่ย11.29 กิโลกรัมต่อตัว ต่อวัน

2. ขาดแคลนแม่พันธุ์โคนมที่มีคุณภาพ และเกษตรกรยังไม่ให้ความสำคัญในการคัดทิ้งแม่โคนมคุณภาพต่ำออกจากฝูง

3. เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมส่วนใหญ่เป็นรายย่อย มีขนาดฟาร์มน้อยกว่า 10 ตัว ประมาณ 40% และขนาดฟาร์ม ระหว่าง 10 – 20 ตัว ประมาณ 32%  ทั้งอยู่กระจัดกระจาย ต้องเสียค่าใช้จ่ายใน การรวบรวมและขนส่งน้ำนมดิบสูง รวมทั้งต้องเสียค่าใช้จ่ายในการบริการผสมเทียมและการป้องกันรักษาโรคสูง

4. ฟาร์มเลี้ยงโคนมของเกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการรับรองมาตรฐาน และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงค่อนข้างสูง เงินทุนของตนเองมีไม่เพียงพอ ต้องกู้ยืมจาก
แหล่งเงินทุน

5. ขาดแคลนทุ่งหญ้า แหล่งอาหารหยาบที่มีคุณภาพ และสถานที่เลี้ยงมีขนาด
พื้นที่จำกัด รวมถึงอาหารข้นมีราคาแพงขึ้น

6. เจ้าหน้าที่มีไม่เพียงพอในการส่งเสริม  การให้บริการผสมเทียม การป้องกันรักษาโรค และการให้ความรู้แก่ผู้ปฏิบัติงานของสหกรณ์ด้านศูนย์รวบรวมน้ำนม

7. การจัดทำระบบฐานข้อมูลโคนมและเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมของประเทศ
ยังไม่สมบูรณ์

ปัญหาด้านการตลาด

                                1. คนไทยยังมีการบริโภคนมพร้อมดื่มค่อนข้างต่ำ และมีอัตราการเพิ่มในการบริโภคไม่มาก ยังต่ำกว่าอัตราการเพิ่มปริมาณน้ำนมดิบ แต่การแข่งขันทวีความรุนแรงมากขึ้น
ทั้งระหว่างผลิตภัณฑ์นมด้วยกันเอง และเครื่องดื่มประเภทน้ำผลไม้ หรือชาเขียว อาจเกิด
ปัญหานมล้น เนื่องจากผู้ประกอบการแปรรูปรับซื้อน้ำนมดิบไม่หมด

2. การเปิดเสรีการค้า และลดอัตราภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์นมจากต่างประเทศต่ำกว่าข้อผูกพัน โดยเฉพาะนมผงขาดมันเนย ที่เก็บอัตราภาษีในโควตาร้อยละ 5 ทำให้ผู้ประกอบการต้องการนำเข้านมผงจากต่างประเทศมากยิ่งขึ้น เพราะต้นทุนการนำเข้ายังต่ำกว่าการใช้น้ำนมดิบและบริหารจัดการง่ายกว่า ส่งผลกระทบต่อปริมาณการรับซื้อน้ำนมดิบภายในประเทศ
อาจถึงขั้นต้องมีการเทนมทิ้ง

3. การแข่งขันในตลาดนมโรงเรียน และตลาดนมพาณิชย์  จะรุนแรงขึ้น เพราะเป็นตลาดเสรี ไม่กำหนดเขตพื้นที่ ผู้ที่แข็งแรงกว่า และมีกลยุทธดีกว่าจะได้เปรียบ

4. ผู้ประกอบการกำหนดมาตรฐานการรับซื้อน้ำนมดิบและเงื่อนไขในการกำหนด

ราคารับซื้อที่เข้มงวดขึ้น โดยอ้างถึงคุณภาพมาตรฐานของผลิตภัณฑ์และความต้องการของผู้บริโภค

5. ราคานมและผลิตภัณฑ์นมสูงขึ้น เพราะราคาน้ำนมดิบปรับตัวสูงขึ้นจากกิโลกรัมละ 12.50 บาท เป็นกิโลกรัมละ  13.75 บาท ณ หน้าโรงงาน

 

โรงเรือนการผลิตโคนม

โรงเรือนโคนม

เขียนโดย ADD BLOGGER

การเลี้ยงโคนมมีระบบการเลี้ยงใหญ่ๆ 2 แบบ คือ1. การเลี้ยงแบบผูกยืนโรง (Stall barns)แม่โคแต่ละตัวถูกผูกให้ยืนอยู่ในซองภายในโรงเรือนอาจจะมีการปล่อยให้โคออกกำลังบ้างเป็นครั้งคราว แม่โคจะกินอาหารและถูกรีดนมในซอง ดังรูปภาพประกอบ2. การเลี้ยงโคแบบปล่อยอิสระในคอก (Free stall barn)การเลี้ยงแบบนี้เป็นวิธีการเลี้ยงจำกัดบริเวณให้โคอยู่ภายในคอกขังซึ่งแบ่งส่วนของคอกออกเป็นที่สำหรับโคนอน…

โรงรีดนม (Milking parlor)

เขียนโดย ADD BLOGGER

เป็นโรงเรือนหรือส่วนหนึ่งของคอกที่จัดทำขึ้นสำหรับรีดนมโดยเฉพาะ แม่โคจะถูกต้อนให้เข้าเพื่อรีดนม เมื่อเสร็จแล้วตัวใหม่ก็จะถูกต้อนเข้ามาแทน การรีดนมมักจะใช้เครื่องรีด บริเวณที่โคยืนจะสูกกว่าคนรีด ทำให้ผู้รีดนมสามารถยืนทำงานอย่างสะดวกลักษณะของที่รีดนมที่นิยมมี 4 แบบ คือแบบก้างปลา (Herringbone parlor)แบบเปิดข้าง (Side-opening parlor)แบบม้าหมุน…
 

ลักษณะโคนม

   รูปร่างโคนม เป็นลักษณะหนึ่งที่สามารถถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานได้ แม้จะพบว่ารูปร่างมีความสัมพันธ์น้อยกับการให้ผลผลิตน้ำนม แต่ลักษณะรูปร่างกลับมีผลอย่างมากต่อสุขภาพ เช่น แม่โคที่มีเต้านมหย่อนยาน มีโอกาสเป็นโรคเต้านมอักเสบสูงกว่าโคที่มีเต้านมปกติ เป็นต้น
          ลักษณะรูปร่างที่เหมาะสมถึงแม้ไม่ได้เป็นตัวเพิ่มผลผลิตโดยตรง แต่จะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในด้านป้องกันรักษาโรค และการจัดการลงได้ การละเลยการปรับปรุงด้านรูปร่างจะก่อให้เกิดผลเสียในระยะยาวคือ ต้นทุนค่ารักษาพยาบาล และการจัดการจะเพิ่มขึ้น อายุการให้ผลผลิตของแม่โคนมจะลดลง เนื่องจากแม่โคจะถูกคัดทิ้งด้วยสาเหตุทางสุขภาพมากขึ้น และผลผลิตน้ำนมเมื่อคิดเทียบต่ออายุการให้ผลผลิตจะลดลง
          รูปร่างโคนมที่ดี พิจารณาจากลักษณะหลัก 15 ลักษณะและลักษณะรอง 14 ลักษณะ ได้แก่
          1.ความสูง ( Stature ) พิจารณาจากแนวหลัง ( จุดที่ผ่านกระดูกสะโพก ) ถึงพื้นดินขณะโคยืนตรง
ลักษณะนี้มีความสัมพันธ์กับความลึกของเต้านม และการจัดการเรื่องการรีดนม รวมถึงความจุของลำตัว โคนมของประเทศไทย ควรมีความสูงประมาณ 140 เซนติเมตร
ความสูง
ภาพ ความสูง
          2.ความแข็งแรง ( Strength ) วัดความกว้างและความลึกของช่วงอก
เนื่องจากบริเวณอกเป็นที่ตั้งของอวัยวะสำคัญทั้งต่อสุขภาพและการให้น้ำนม ซึ่งได้แก่ ปอดและหัวใจ ที่ทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ดังนั้นแม่โคที่อกกว้างและลึกมากจึงเป็นแม่โคที่มีลักษณะดี

ความลึกของอก

ภาพ ความลึกของอก

ความกว้างของอก

ภาพ ความกว้างของอก

           3. ความลึกของลำตัว ( Body depth ) พิจารณาความยาวที่บริเวณกลางลำตัวจากหลังถึงท้อง
ลักษณะนี้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความสามารถในการกินอาหารหยาบของโค แม่โคที่มีลำตัวลึก และซี่โครงกางกว้างมาก จึงเป็นแม่โคที่มีความสามารถในการกินอาหารหยาบได้ครั้งละมาก ๆ ดังนั้นลำตัวลึกจะดี

ความลึกของลำตัว

ภาพ ความลึกของลำตัว

          4. ลักษณะความเป็นโคนม ( Angularity )
ต้องใช้การพิจารณาหลายลักษณะประกอบกัน ได้แก่ ดูลักษณะความชัดเจนและความแบนของกระดูก ความกางของซี่โครง ลำคอเรียวบาง ผิวหนังเรียบ ขนเป็นมัน กล้ามเนื้อบาง มีลักษณะความเป็นเพศเมียชัดเจน ภาพโดยรวมเมื่อมองจากมุมมองด้านข้าง หรือมองจากมุมมองด้านบน จะมีลักษณะเป็นสามเหลี่ยม
ลักษณะสามเหลี่ยม
ภาพ ลักษณะสามเหลี่ยม
กระดูกแบน

ภาพ กระดูกแบน

แม่โคที่มีลักษณะเป็นโคนมที่ดี ควรจะมีลำตัวค่อนข้างเป็นสามเหลี่ยม กระดูกมีลักษณะแบน โดยให้สังเกตที่กระดูกขาหลังเมื่อคลำดูจะค่อนข้างแบน เรียบ ไม่ขรุขระ ซี่โครงกางกว้าง ลำคอระหง บาง ผิวหนังบางเนียน แสดงให้เห็นว่าเป็นแม่โคที่สามารถเปลี่ยนอาหารที่กินเข้าไปเพื่อการสร้างน้ำนมมากกว่าการสร้างและสะสมกล้ามเนื้อและไขมัน
ลักษณะความเป็นโคนมนี้มีลักษณะรองที่ต้องพิจารณาประกอบ 3 ลักษณะได้แก่

4.1 ไหล่ (Shoulder)

ลักษณะนี้บอกความแข็งแรงของร่างกายส่วนหน้าของแม่โค กระดูกไหล่ (scapular) ควรแนบชิดลำตัว แม่โคที่มีกระดูกไหล่กางมากแสดงว่าร่างกายส่วนหน้าไม่แข็งแรง

กระดูกไหล่แนบลำตัว

ภาพ กระดูกไหล่แนบลำตัว

4.2 ความสูงสัมพัทธ์ระหว่างส่วนหน้าและส่วนท้ายของลำตัว (Relative height of front end)

ไหล่สูงกว่าสะโพกเล็กน้อย

ภาพ ไหล่สูงกว่าสะโพกเล็กน้อย

พิจารณาแนวเส้นตรงจากไหล่ถึงกระดูกสะโพก ไหล่ควรอยู่สูงกว่ากระดูกกกสะโพก จึงเป็นลักษณะที่ดี

4.3 หลัง (back)

พิจารณาแนวสันหลังบริเวณเอว ซึ่งเป็นบริเวณที่ต้องแบกรับน้ำหนักของอวัยวะสำคัญสองอย่าง คือ มดลูก และเต้านม หลังที่แข็งแรงควรเป็นหลังที่ตรงหรือนูนสูงเล็กน้อย ถ้าไม่แข็งแรงหลังจะแอ่นลงตามอายุ ทำให้มุมสะโพกสูงขึ้นและเต้านมหย่อนยานลง เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย

หลังบริเวณเอวตรงไม่แอ่นลง

ภาพ หลังบริเวณเอวตรงไม่แอ่นลง

          5. มุมสะโพก ( Rump angle )
ลักษณะนี้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับลักษณะการสืบพันธุ์ โดยพิจารณาจากความลาดเอียงของเส้นตรงสมมุติระหว่างระหว่างปุ่มกระดูกสะโพกกับปุ่มกระดูกก้นกบ แม่โคที่ดีควรมีปุ่มกระดูกสะโพกสูงกว่ากระดูกก้นกบ หากแม่โคมีปุ่มกระดูกสะโพกต่ำกว่าปุ่มกระดูกก้นกบ มีแนวโน้มที่จะเกิดการอักเสบในระบบสืบพันธุ์ และมีปัญหาการคลอดยาก เนื่องจากภายในอวัยวะสืบพันธุ์จะมีของเหลว หรือสิ่งสกปรกคั่งอยู่ภายใน ไม่สามารถไหลออกมาได้ ทำให้เกิดการหมักหมมและติดเชื้อเกิดการอักเสบได้ง่าย

ปุ่มกระดูกสะโพกสูงกว่ากระดูกก้นกบ

ภาพ ปุ่มกระดูกสะโพกสูงกว่ากระดูกก้นกบ

          6. ความยาวของสะโพก ( Rump length )
พิจารณาจากความยาวจากปุ่มสะโพกถึงปุ่มกระดูกก้นกบ ลักษณะนี้มีความสัมพันธ์กับความจุของร่างกายและขนาดของเต้านมคู่หน้า จึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับความสามารถในการให้ผลผลิตน้ำนม แม่โคที่มีความยาวของสะโพกมาก จะเป็นลักษณะที่ดี

ความยาวสะโพก

ภาพ ความยาวสะโพก

          7. ความกว้างสะโพก ( Rump width )
พิจารณาจากระยะห่างระหว่างปุ่มกระดูกสะโพกซ้ายและขวา โดยปกติจะใช้ความกว้างของกระดูกเชิงกรานเป็นตัวพิจารณา แต่พบว่าความกว้างของกระดูกสะโพกมีความสัมพันธ์อย่างสูงกับความกว้างของกระดูกเชิงกราน และปุ่มกระดูกสะโพกสามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจนกว่า จึงใช้กระดูกสะโพกพิจารณาแทน ซึ่งให้ผลเหมือนกัน แม่โคที่ดี ควรมีความกว้างของสะโพกหรือความกว้างของกระดูกเชิงกรานมาก ลักษณะนี้มีความสัมพันธ์กับการคลอด พบว่าแม่โคที่มีเชิงกรานแคบกว่ามักจะคลอดยากเมื่อเทียบกับแม่โคอื่น ๆ ที่ให้ลูกขนาดเดียวกัน

ความกว้างสะโพก

ภาพ ความกว้างสะโพก

ลักษณะนี้มีลักษณะรอง 2 ลักษณะได้แก่

7.1 โคนหาง ( Tailhead )

พิจารณาจากตำแหน่งของโคนหางเทียบกับกระดูกก้นกบ ตำแหน่งโคนหางที่เหมาะสมควรอยู่ระนาบเดียวกับแนวสันหลังไม่จมลึกหรือยกสูงเกินไป หากโคนหางจมลึกหรืออยู่สูงกว่าแนวสันหลัง ทำให้ทวารหนักอยู่ล้ำเหนือปากช่องคลอด ทำให้ปากช่องคลอดเปื้อนอุจจาระทุกครั้งที่โคถ่าย เป็นเหตุให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์

โคนหางระนาบเดียวกับกระดูกสันหลัง

ภาพ โคนหางระนาบเดียวกับกระดูกสันหลัง

7.2 มุมของอวัยวะเพศ ( Vulva angle )

พิจารณาจากความลาดเอียงของปุ่มกระดูกก้นกบมายังจุดปลายอวัยวะเพศ ลักษณะที่ดีควรอยู่ในตำแหน่งที่ทำมุมแทบตั้งฉากกับพื้น ไม่หงายขึ้นหรือทำมุมเฉียงกับแนวพื้น เพราะจะทำให้มีปัญหาเรื่องการไหลออกของของเหลวในระบบสืบพันธุ์หลังคลอด และมีโอกาสรองรับสิ่งสกปรกจากการถ่ายอุจจาระได้ง่าย

มุมอวัยวะเพศ

ภาพ มุมอวัยวะเพศ

          8. ลักษณะขาหลังมองด้านข้าง ( Rear leg side view)
พิจารณาความเอียงของขาหลังจากเส้นสมมุติที่ลากจากข้อเข่าถึงส้นกีบ ลักษณะขาหลังมีความสำคัญต่อการเคลื่อนไหวและการรับน้ำหนักของโคขณะยืนและเดิน บอกให้ทราบถึงความยืดหยุ่นของขาและเท้า หากเป็นเส้นตั้งฉากกับพื้น เป็นลักษณะขาหลังที่ตรงมาก เป็นลักษณะที่ไม่ดี ทำให้รับน้ำหนักมากเกินไป ขาหลังที่ทำมุมพอดีไม่ตั้งตรงมากหรือลาดมากจึงเป็นลักษณะที่ดี ส่วนขาที่โค้งมาก ก็ไม่ดีเป็นเหตุให้กล้ามเนื้อและเอ็นต้องรับน้ำหนักมาก ทำให้ขา กล้ามเนื้อและเอ็น บาดเจ็บได้ง่าย

ลักษณะขาหลัง

ภาพ ลักษณะขาหลัง

ลักษณะนี้มีลักษณะรอง 3 ลักษณะที่ต้องพิจารณาประกอบ ได้แก่ ตำแหน่งขาหลังเมื่อมองด้านข้าง ลักษณะขาหลังเมื่อมองด้านหลัง และลักษณะการเดิน

8.1 ตำแหน่งขาหลัง ( Rear leg position )

พิจารณาโดยการลากเส้นตรงสมมุติจากกระดูกเชิงกรานลงมาตั้งฉากกับพื้นขณะแม่โคยืนในท่าปกติ เส้นตรงควรตกลงที่กลางกีบจึงเป็นลักษณะที่ดี เพราะจะทำให้น้ำหนักตัวของแม่โคกระจายลงบนขาหลังทั้งสองข้างได้สม่ำเสมอพอดี โดยไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายที่ต้องแบกรับน้ำหนักตัวมากเกินไปแต่เพียงส่วนเดียว แต่ถ้าเส้นดังกล่าวตกลงที่ด้านหน้าของกีบ หรือด้านหลังของกีบ หมายถึงตำแหน่งขาหลังที่ล้ำไปด้านหน้าหรือด้านหลังมากเกินไป ทำให้น้ำหนักตัวของแม่โคไม่ตกลงบนขาทั้งสองข้างอย่างเหมาะสม เป็นลักษณะที่ไม่ดี แม่โคที่มีการวางขาหลังล้ำไปด้านหลังมากทำให้หลังต้องรับน้ำหนักตัวเกือบทั้งหมด เป็นเหตุให้แม่โคหลังแอ่นในอนาคต ส่วนแม่โคที่ขาหลังล้ำมาข้างหน้ามาก ทำให้น้ำหนักตัวตกลงบนข้อเข่าทั้งหมด เป็นเหตุให้ข้อเข่าเสียในอนาคตเช่นกัน

ตำแหน่งขาหลัง

ภาพ ตำแหน่งขาหลัง

8.2 ลักษณะขาหลังเมื่อมองด้านหลัง ( Rear leg rear view )

พิจารณาการวางตำแหน่งของขาหลังจากด้านหลังโดยสังเกตจากลักษณะของข้อเข่าทั้งสองกับกีบทั้งสอง ควรจะค่อนข้างเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ลักษณะนี้มีความสัมพันธ์กับการยืดหยุ่นของขาและกีบ โคที่มีลักษณะขาเมื่อมองจากด้านหลังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า พื้นกีบจะมีการสึกกร่อนเท่า ๆ กันทั้งผืน หากแม่โคมีลักษณะข้อเข่าชิด (hock in) จะเห็นลักษณะขาหลังเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมู โคที่มีลักษณะเช่นนี้ พื้นกีบจะสึกไม่เท่ากัน ทำให้การรับน้ำหนักตัวไม่สมดุลและขาหลังจะเบียดเต้านมหลังโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเดิน

ขาหลังสี่เหลี่ยมผืนผ้า

ภาพ ขาหลังสี่เหลี่ยมผืนผ้า

8.3 ลักษณะการเดิน ( Mobility ) พิจารณาขณะแม่โคเดิน แม่โคที่มีอาการขาสั่นเวลาเดิน เรียกว่าลักษณะ Crampiness เป็นลักษณะที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม

          9. มุมกีบ ( Foot angle )
พิจารณาจากองศาของกีบด้านหน้าที่ทำกับพื้น บอกถึงความยืดหยุ่นของขาเช่นเดียวกับลักษณะขาหลัง และเป็นลักษณะที่บ่งชี้ว่าแม่โคต้องการการดูแลตกแต่งกีบบ่อยแค่ไหน สภาพของ กีบมีผลต่อการยืน เดิน และสุขภาพโดยทั่วไปของแม่โค ลักษณะกีบที่ดีควรทำมุมกับพื้นปานกลางประมาณ 45 องศา เป็นกีบที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่น้อย ทำให้ลดการจัดการเรื่องแต่งกีบได้

มุมกีบ

ภาพ มุมกีบ

ลักษณะมุมกีบมีลักษณะรอง 2 ลักษณะที่ต้องพิจารณาประกอบ ได้แก่ ข้อกีบ และนิ้วเท้า

9.1 ข้อกีบ ( Pasterns )

พิจารณาความสั้น-ยาวของข้อกีบ ลักษณะนี้บอกความแข็งแรงของข้อกีบ ข้อกีบที่ยาวมากจะเป็นข้อกีบอ่อนแอ ข้อกีบที่สั้นจะเป็นข้อกีบที่แข็งแรง

ข้อกีบ

ภาพ ข้อกีบ

9 .2 กีบ ( Toes )

พิจารณาความชิด-ห่างของกีบ กีบที่ดีกีบในและกีบนอกควรอยู่ชิดกัน กีบที่ห่างมากจะมีโอกาสบาดเจ็บขณะเดินมากกว่าโคที่มีกีบชิด

ลักษณะกีบนอกและในที่ชิดกัน

ภาพ ลักษณะกีบนอกและในที่ชิดกัน

          10. การเกาะยึดของเต้านมคู่หน้า ( Fore udder attachment )
พิจารณาความหย่อนยานของเต้านมคู่หน้า เต้านมที่หย่อนคล้อยจนตัวเต้าห้อยหย่อนจากผนังลำตัวมากแสดงว่าเอ็นยึดเต้านมอ่อนแอ เป็นลักษณะที่ไม่ดี แต่หากเอ็นยึดเต้านมหน้าแข็งแรงดี เต้านมหน้าจะยึดติดเรียบไปกับผนังลำตัว ไม่มีช่องว่างระหว่างเต้านมกับผนังลำตัว
ลักษณะที่ไม่ดี
ภาพ ลักษณะที่ไม่ดี
ลักษณะที่ดี
ภาพ ลักษณะที่ด
ลักษณะนี้มีลักษณะรอง 2 ลักษณะ ได้แก่

10.1 ความยาวของเต้านมหน้า ( Fore udder length )

เป็นลักษณะที่แสดงถึงศักยภาพการให้ผลผลิตน้ำนม พิจารณาจากระยะห่างจากจุดเริ่มของเต้านมด้านหน้ามายังเส้นตรงสมมุติที่ลากตั้งฉากจากปุ่มสะโพกลงมา
ระยะที่ได้ยิ่งมากจะยิ่งดี

ระยะจากเต้านมหน้าถึงเส้นสมมุต

ภาพ ระยะจากเต้านมหน้าถึงเส้นสมมุติ

10.2 ความสมดุลของเต้านม ( Balance )

ความสมดุลของเต้านมบอกให้ทราบถึงศักยภาพในการให้ผลผลิตน้ำนม นอกจากนี้ยังมีผลต่อการจัดการรีดนมด้วยเครื่อง แม่โคนมที่มีเต้านมหน้าตื้นกว่าเต้านมหลัง หรือเต้านมหลังตื้นกว่าเต้านมหน้า อาจเกิดขึ้นเนื่องจากเต้านมหน้าหรือหลังฝ่อ ทำให้ไม่สามารถผลิตน้ำนมได้เต็มที่ และเมื่อใส่เครื่องรีดนมทำให้เกิดการดึงรั้งถ้วยรีดทำให้ต้องคอยเฝ้าดูแลเป็นพิเศษ เต้านมที่สมดุลจะเป็นเต้านมที่ดีที่สุด

เต้านมที่สมดุล

ภาพ เต้านมที่สมดุล 

เต้านมที่ไม่สมดุลเต้านมที่ไม่สมดุล

ภาพ เต้านมที่ไม่สมดุล

          12. ความกว้างของเต้านมหลัง ( Rear udder width )
พิจารณาความกว้างของเนื้อเยื่อเต้านม โดยวัดจากบริเวณจุดสูงสุดของเนื้อเยื่อเต้านมหลังระหว่างซอกขาทั้งสองข้าง ลักษณะนี้บ่งบอกศักยภาพในการให้ผลผลิตน้ำนมของแม่โคนมเช่นกัน หากกว้างจึงเป็นลักษณะที่ดี

ความกว้างเต้านม

ภาพ ความกว้างเต้านม

          13. ความแข็งแรงของเอ็นยึดเต้านมหลัง ( Udder support )
เอ็นยึดเต้านมหลังช่วยดึงรั้งเต้านมและหัวนมให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม หากเอ็นยึดเต้านมหลังไม่แข็งแรง เมื่อโคมีอายุมากขึ้นจะทำให้เต้านมหย่อนยานลง เป็นเหตุให้เสี่ยงต่อการบาดเจ็บจากการเกี่ยวรั้งกับสิ่งกีดขวางที่พื้นหรือในทุ่งหญ้า หรือแม้แต่จากการเหยียบเต้านมโดยตัวโคเอง เสี่ยงต่อการติดเชื้อจากการกระเด็นของสิ่งปฏิกูลภายในคอก นอกจากนี้เอ็นยึดเต้านมที่แข็งแรงยังช่วยทำให้หัวนมอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ทำให้การรีดนมโดยใช้เครื่องรีดเป็นไปอย่างสะดวกและถูกต้อง
การพิจารณาความแข็งแรงของเอ็นยึดเต้านมหลัง ดูที่ความลึกของร่องแบ่งระหว่างเต้านมหลังซ้ายและขวา หากเอ็นยึดเต้านมไม่แข็งแรง จะไม่มีรอยแบ่งระหว่างเต้านมซ้ายและขวา และจะเห็นพื้นเต้านมเป็นเส้นแนวระนาบขนานไปกับพื้น หัวนมชี้ออกด้านนอกตัวโค เอ็นยึดเต้านมที่แข็งแรง จะดึงรั้งเต้านมหลังให้แบ่งแยกเต้าซ้ายและขวาอย่างชัดเจนจนเกิดเป็นร่องลึกระหว่างเต้าซ้ายและขวา หัวนมจะค่อนข้างชี้เข้าหาด้านในของลำตัวโค
รอยแบ่งเต้านมและร่องระหว่างเต้านม

ภาพ รอยแบ่งเต้านมและร่องระหว่างเต้านม

          14. ความลึกของเต้านมหลัง ( Udder depth )
พิจารณาจากพื้นเต้านมหรือฐานของหัวนมถึงระดับข้อเข่าของโค หากเป็นลักษณะที่ดี ฐานของหัวนมควรอยู่สูงจากข้อเข่าประมาณ 2 นิ้วฟุต
แม่โคยิ่งมีเต้านมลึกมากแสดงว่ามีเนื้อเยื่อในการผลิตน้ำนมมาก แต่เต้านมที่ลึกเกินไป หรือยาวเลยข้อเข่าลงไปมากย่อมจะเสี่ยงต่อการบาดเจ็บมากเช่นกัน ดังนั้นลักษณะที่เป็นที่ต้องการคือลักษณะเต้านมที่ไม่ลึกหรือตื้นเกินไป เต้านมที่มีความลึกพอดีควรมีระยะพื้นเต้านมสูงกว่าข้อเข่า 2 นิ้วฟุต ดังได้กล่าวมาแล้ว

ความลึกเต้านม

ภาพ ความลึกเต้านม

          15. ตำแหน่งหัวนม มองด้านหลัง ( Teat placement rear view )
พิจารณาจากตำแหน่งของหัวนมบนเต้านม ลักษณะนี้ไม่เพียงแต่มีความสำคัญกับการจัดการในการรีดนมทั้งการรีดด้วยมือและด้วยเครื่องแล้ว ยังมีความสัมพันธ์กับความไวต่อการติดเชื้อ และการบาดเจ็บของเต้านมด้วย
หัวนมที่ห่างกันมากจะอยู่ในตำแหน่งค่อนออกไปด้านนอกของเต้านม เมื่อน้ำนมเต็มเต้าหัวนมจะชี้ออกด้านนอกของลำตัว ทำให้เมื่อใส่ถ้วยรีด อาจมีการดูดอากาศเข้าสู่รูเต้านมได้ง่ายทำให้มีโอกาสติดเชื้อในเต้านม และเป็นโรคเต้านมอักเสบสูง ตำแหน่งของหัวนมที่ดี และง่ายต่อการรีดนม คือหัวนมที่ตั้งอยู่กึ่งกลางของเต้านม หากสังเกตขณะน้ำนมเต็มเต้าจะเห็นหัวนมชี้ลงตั้งฉากกับพื้น หรือชี้เข้าหาด้านในของลำตัวเล็กน้อย ส่วนหัวนมที่ชิดกันเป็นหัวนมที่มีลักษณะตั้งอยู่ชิดด้านในของเต้านม เมื่อน้ำนมเต็มเต้าจะทำให้หัวนมชี้เข้าหาด้านในของลำตัว ทำให้การรีดด้วยมือ หรือใส่ถ้วยรีดเมื่อรีดด้วยเครื่องค่อนข้างยาก

ตำแหน่งหัวนมที่ดี

ภาพ ตำแหน่งหัวนมที่ดี

ตำแหน่งหัวนมที่ไม่ดีตำแหน่งหัวนมที่ไม่ดี

ภาพ ตำแหน่งหัวนมที่ไม่ดี

ลักษณะนี้มีลักษณะรองที่ต้องพิจารณาประกอบ 2 ลักษณะได้แก่

15.1 ตำแหน่งหัวนม มองด้านข้าง ( Teat placement, side view )

พิจารณาตำแหน่งหัวนมทั้งหน้าและหลังควรอยู่ตรงกลาง ไม่ค่อนไปข้างหน้าหรือหลังมากเกินไป ซึ่งจะทำให้การรีดนมทั้งด้วยมือและด้วยเครื่องรีดไม่สะดวก

ตำแหน่งหัวนม

ภาพ ตำแหน่งหัวนม

15.2 ขนาดของหัวนม ( Teat size )

พิจารณาจากขนาดและความยาวของหัวนม ขนาดของหัวนมที่สะดวกต่อการรีดนม ควรมีความยาวประมาณ 6.5 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 เซนติเมตร จึงเป็นหัวนมที่ง่ายต่อการรีดนม หัวนมที่ใหญ่หรือเล็กกว่านี้ สั้นหรือยาวกว่านี้ จะทำให้รีดนมได้ลำบากเป็นอันตรายต่อหัวนม

ความยาวของหัวนม

ภาพ ความยาวของหัวนม

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มกราคม 20, 2012 in ลักษณะโคนม

 

การควบคุมและป้องกันโรคโคนม

การควบคุมและป้องกันโรคโคนม

เขียนโดย ADD BLOGGER วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552

โรคโคนมและโคเนื้อ เกิดเจ็บป่วยด้วยโรคแบบเดียวกัน แต่บางโรคเกิดขึ้นกับโคนมบ่อยกว่าโคเนื้อ โรคโคนมบางโรค เชื้อสาเหตุสามารถติดต่อมาถึงคนโดยผ่านทางน้ำนม ดังนั้นคนที่บริโภคน้ำนมดิบที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อโรคจึงมีโอกาสติดเชื้อโรคจากโคนมได้ เช่น วัณโรค (Tuberculosis) และโรคบรูเซลโลซิล (Brucellosis) น้ำนมโคที่จะได้คุณภาพสูงโคนมจะต้องถูกควบคุมตรวจสอบโรคบางโรคเป็นประจำ…
 
 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.